
ในการเดินสายไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัยสองชั้นหรืออาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ อุปกรณ์หนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ “กล่องพักสายไฟ” (Junction Box หรือ Pull Box) ซึ่งทำหน้าที่เป็นจุดรวมสาย จุดแยกสาย และช่วยให้ช่างไฟฟ้าสามารถดึงสายไฟผ่านท่อร้อยสายได้ง่ายขึ้นโดยที่ฉนวนของสายไฟไม่ฉีกขาด
หลายครั้งที่ช่างไฟมือใหม่เลือกขนาดกล่องพักสายไฟจากความเคยชิน หรือเลือกขนาดที่ “คิดว่าน่าจะใส่พอ” ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมาย (ไม่ผ่านการตรวจงาน) หรือเกิดอันตรายจากความร้อนสะสมและการเบียดทับของสายไฟ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกวิธีการคำนวณขนาดกล่องพักสายไฟตามมาตรฐานมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย (EIT Standard หรือ วสท.) และมาตรฐาน NEC (National Electrical Code) กันครับ
ทำไมต้องคำนวณขนาดกล่องพักสาย
- ความปลอดภัย หากกล่องเล็กเกินไป สายไฟจะถูกอัดแน่นจนเกิดความร้อนสะสม และอาจทำให้ฉนวนละลายจนเกิดไฟฟ้าลัดวงจร
- การบำรุงรักษา กล่องที่มีขนาดเหมาะสมจะช่วยให้ช่างสามารถซ่อมแซม เปลี่ยนแปลง หรือดึงสายไฟเพิ่มในอนาคตได้ง่าย
- การดัดโค้งของสาย สายไฟขนาดใหญ่มีรัศมีการดัดโค้งขั้นต่ำ (Minimum Bending Radius) หากกล่องแคบเกินไป สายจะหักงอจนแกนทองแดงภายในเสียหาย
วิธีการคำนวณแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก
การคำนวณขนาดกล่องจะถูกแบ่งตาม ขนาดของท่อร้อยสายไฟและขนาดสายไฟ ที่วิ่งเข้าสู่กล่อง โดยอ้างอิงหลักการดังนี้
กรณีที่ 1 สำหรับสายไฟขนาดเล็ก (เจาะจงปริมาตรภายในกล่อง – Box Fill Calculation)
วิธีนี้ใช้กับสายไฟที่มีขนาด ไม่เกิน 8 AWG (8 mm^2) โดยจะคำนวณจาก “ปริมาตร (Volume)” ของกล่องพักสาย (หน่วยเป็นลูกบาศก์เซนติเมตร หรือลูกบาศก์นิ้ว)
หลักการคิด
สายไฟแต่ละขนาดจะกินพื้นที่ในกล่องต่างกัน (เช่น สายขนาด 2.5 mm^2 คิดเป็น x ลบ.ซม. ต่อเส้น) เราต้องนับจำนวนสายไฟทั้งหมดที่วิ่งเข้ามา ตัดต่อ หรือผ่านกล่อง รวมถึงจำนวนอุปกรณ์ (เช่น สวิตช์/ปลั๊ก) แล้วนำมาคูณกับค่าพื้นที่มาตรฐาน จากนั้นจึงไปเลือกกล่องที่มีปริมาตรภายในมากกว่าผลลัพธ์ที่คำนวณได้
กรณีที่ 2 สำหรับสายไฟขนาดใหญ่ หรือท่อขนาด 1 นิ้วขึ้นไป (Pull Box Calculation)
เมื่อมีการใช้สายเมนขนาดใหญ่ (เช่น สายเมนดึงเข้าบ้าน) หรือท่อร้อยสายไฟขนาดตั้งแต่ 1 นิ้ว (25 mm) ขึ้นไป มาตรฐาน วสท. และ NEC กำหนดให้คำนวณขนาดความกว้าง/ความยาวของกล่อง โดยแบ่งลักษณะการเดินท่อเป็น 2 รูปแบบย่อย:
1. การลากสายเป็นเส้นตรง (Straight Pulls)
คือกรณีที่ท่อร้อยสายไฟวิ่งเข้าด้านหนึ่งของกล่อง แล้ววิ่งทะลุออกไปในทิศทางตรงกันข้ามโดยตรง
สูตรการคำนวณ
ความยาวของกล่อง ต้องไม่น้อยกว่า = 8 x ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของท่อที่ใหญ่ที่สุด
- ตัวอย่าง มีท่อขนาด 2 นิ้ว วิ่งตรงทะลุกล่องพักสาย
- วิธีคิด ความยาวกล่องขั้นต่ำ = 8 x 2 นิ้ว = 16 นิ้ว (หรือประมาณ 40 cm)
2. การลากสายแบบหักมุมหรือเป็นรูปตัวยู (Angle or U Pulls)
คือกรณีที่ท่อร้อยสายไฟวิ่งเข้ากล่องแล้วเลี้ยวหักมุม 90 องศาออกไปอีกด้านหนึ่ง หรือวิ่งเข้าและออกในทิศทางเดียวกัน (รูปตัว U)
สูตรการคำนวณ
ระยะจากท่อถึงผนังกล่องฝั่งตรงข้าม ต้องไม่น้อยกว่า = (6 x ขนาดท่อที่ใหญ่ที่สุด) + ผลรวมของขนาดท่ออื่นๆ ในแถวเดียวกัน
- ตัวอย่าง กล่องพักสายมีท่อขนาด 2 นิ้ว, 1.5 นิ้ว และ 1 นิ้ว วิ่งเข้ามาทางทิศใต้แล้วหักมุมออกไปทางทิศตะวันออก
- วิธีคิด
- นำท่อใหญ่สุดคูณหก 6 x 2 นิ้ว = 12 นิ้ว
- บวกขนาดท่อที่เหลือ 12 + 1.5 + 1 = 14.5 นิ้ว
- ดังนั้น ด้านที่รองรับการหักมุมต้องมีความยาวอย่างน้อย 14.5 นิ้ว
ขั้นตอนการทำงานจริงสำหรับช่างไฟฟ้า
- สำรวจหน้างาน ตรวจสอบแบบไฟฟ้าว่าจุดนั้นมีท่อขนาดเท่าใดวิ่งเข้า-ออกบ้าง และวิ่งในลักษณะใด (ตรง หรือ หักมุม)
- คำนวณหาค่าวิกฤต ใช้สูตรด้านบนหาขนาดความกว้าง ความยาว และความลึกขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด
- เผื่อระยะหน้างาน ในความเป็นจริง ควรเลือกกล่องขนาดมาตรฐานในท้องตลาดที่ ใหญ่กว่า ค่าที่คำนวณได้ 1 ขั้นเสมอ เพื่อให้มีพื้นที่เหลือสำหรับจัดสายให้สวยงาม
- พิจารณาวัสดุ เลือกประเภทกล่องให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม เช่น กล่องเหล็กชุบกัลวาไนซ์สำหรับภายใน, กล่องพลาสติกกันน้ำ (IP65/IP66) สำหรับติดตั้งภายนอกอาคารริมชายคา
การคำนวณขนาดกล่องพักสายไฟไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบ การเลือกกล่องที่มีขนาดถูกต้องตามมาตรฐาน นอกจากจะทำให้งานระบบไฟฟ้าผ่านการตรวจสอบได้อย่างง่ายดายแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย และทำให้การซ่อมบำรุงระบบไฟในบ้านหรืออาคารตลอดระยะเวลาหลายสิบปีข้างหน้าเป็นไปได้อย่างปลอดภัยและสะดวกสบายที่สุด
#ช่างไฟดอทคอม บริการงานซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้า ไฟฟ้ากำลัง งานออกแบบติดตั้ง ครบจบ
ขั้นตอนการใช้บริการ
แอดไลน์ > แจ้งปัญหา > รอราคา > ตกลงราคา > รับบริการ

