ไฟฟ้ากระแส

ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity ) คือ การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนำไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น ไหลจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า หรือการไหลผ่านลวด จะมีความต้านทานสูง และก่อให้เกิดความร้อน ซึ่งจะนำหลักการเหล่านี้ใช้กับการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เตาหุงต้ม เตารีดไฟฟ้า เป็นต้น และหากกระแสไฟฟ้าไหลผ่านสารประกอบทางเคมีจะเกิดการแยกของธาตุขึ้น ซึ่งหลักการนี้นำมาใช้กับการชุบโลหะ โครเมียม นิกเกิล ทองแดง ทอง และใช้ในการเตรียมก๊าซ เป็นต้น ซึ่งไฟฟ้ากระแสนั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

  1. ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D.C ) เป็นไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลไปในทิศทางเดียวตลอดระยะเวลาภายในวงจร และมีค่าแรงดันหรือแรงเคลื่อนเป็นบวกอยู่เสมอ อีกทั้งยังสามารถเก็บประจุไว้ในเซลล์หรือแบตเตอรี่ได้ เช่นนี้ ถ่าน – ไฟฉาย ไดนาโม ดีซี เยนเนอเรเตอร์ เป็นต้น ซึ่งในไฟฟ้ากระแสตรงนั้นก็สามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภท คือ
  • ไฟฟ้ากระแสตรงประเภทสม่ำเสมอ (Steady D.C) เป็นกระแสไฟฟ้าที่มีการไหลของกระแสไฟอย่างสม่ำเสมอ
  • ไฟฟ้ากระแสตรงประเภทไม่สม่ำเสมอ (Pulsating D.C) เป็นกระแสไฟฟ้าที่มีการไหลของกระแสไฟเป็นช่วงคลื่นไม่สม่ำเสมอ 

ซึ่งประโยชน์ของกระแสตรงนั้น มักใช้กับการชุบโลหะต่าง ๆ, ใช้ในการทดลองทางเคมี, ใช้เชื่อมโลหะและตัดแผ่นเหล็ก, ทำให้เหล็กมีอำนาจแม่เหล็ก, ใช้ในการประจุกระแสไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่ และ ใช้ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

  1. ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Alternating Current หรือ A.C. ) เป็นไฟฟ้าที่มีการไหลกลับไป กลับมาภายในวงจร ขนาดของกระแสและแรงดันจะไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ คือ กระแสจะไหลไปทางหนึ่งก่อน ต่อมาก็จะไหลสวนกลับแล้วก็เริ่มไหลเหมือนครั้งแรก เวียนไปมาเป็นคลื่น ๆ จนครบ 1 รอบ เรียกว่า Cycle ซึ่งทำให้สามารถส่งกระแสไปในระยะไกลได้ดี และสามารถแปลงแรงดันให้สูงขึ้นหรือต่ำลงได้ตามต้องการ โดยการใช้หม้อแปลง (Transformer) ซึ่งประโยชน์ของไฟฟ้ากระแสสลับนั้นคือ สามารถใช้กับระบบแสงสว่างได้ดี, ประหยัดค่าใช้จ่าย และผลิตได้ง่าย หรือใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องการกำลังมาก ๆ รวมถึงใช้กับเครื่องอำนวยความสะดวก และอุปกรณ์ไฟฟ้าได้เกือบทุกชนิด

ผู้เขียน : หฤทธิ์ ล้อทองพานิชย์

ช่างไฟดอทคอม
ช่างไฟที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ