
1. ต้นทุนค่าแรง (Labor Cost per Trip)
แม้ช่างจะทำงานจริงแค่ 2 ชม. แต่พี่ต้องจ่ายเป็นรายวัน หรืออย่างน้อยครึ่งวันครับ
- ค่าแรงช่าง + ผู้ช่วย: เฉลี่ยวันละ 1,600 บาท (ฐานเงินเดือนรวมสวัสดิการ)
- กรณีงานด่วน/โอที: หากเป็นงานนอกเวลาต้องบวกเพิ่ม 1.5 – 3 เท่า
- ต้นทุนส่วนนี้: 1,600 บาท (คิดเป็น 1 วันทำงาน)
2. ต้นทุนการเดินทาง (Transportation Cost)
การสตาร์ทรถออกไป 1 เที่ยว มีต้นทุนคงที่ทันที:
- ค่าน้ำมัน: เฉลี่ยไป-กลับ (ระยะ 40-60 กม.) ประมาณ 300 – 400 บาท
- ค่าเสื่อมสภาพรถ: (ยาง, น้ำมันเครื่อง, ประกัน) คิดเฉลี่ยรายวันประมาณ 200 บาท
- ต้นทุนส่วนนี้: 500 – 600 บาท
3. ต้นทุนวัสดุสิ้นเปลืองและเครื่องมือ (Consumables & Tools)
- ค่าเสื่อมเครื่องมือ: สว่าน, มิเตอร์, บันได (คิดถัวเฉลี่ยต่อเที่ยว) ประมาณ 100 บาท
- วัสดุสิ้นเปลือง: เทปพันสาย, น็อต, พุก, ลูกเซอร์กิตสำรอง (ที่อาจต้องใช้ด่วน) ประมาณ 200 บาท
- ต้นทุนส่วนนี้: 300 บาท
4. ค่าโสหุ้ยและค่าดำเนินการ (Overhead & Management)
- ค่าแอดมิน/คนประสานงาน: การรับสายลูกค้าและจัดคิว ประมาณ 200 บาท
- ค่าภาษีและธรรมเนียม: 7% (ถ้าเปิดบิลบริษัท)
- ต้นทุนส่วนนี้: 200 – 300 บาท
สรุปยอดต้นทุน “หน้างาน 1 เที่ยว” (แบบเหมาวัน)
| รายการ | ต้นทุนประมาณการ (บาท) |
| ค่าแรงทีมช่าง (2 คน) | 1,600 |
| ค่าเดินทางและรถยนต์ | 600 |
| ค่าวัสดุสิ้นเปลืองและเครื่องมือ | 300 |
| ค่าดำเนินการบริหารจัดการ | 300 |
| รวมต้นทุนสุทธิ (Net Cost) | 2,800 บาท |
สูตรการตั้งราคา “ค่าบริการเซอวิส” (Service Fee)
หากต้นทุนอยู่ที่ 2,800 บาท/เที่ยว ควรตั้งราคาขายดังนี้เพื่อให้ธุรกิจ ช่างไฟฟ้า มีกำไรและยั่งยืน:
- ราคาขั้นต่ำ (Break-even): ห้ามต่ำกว่า 3,000 – 3,500 บาท (อันนี้แค่คุ้มทุนและได้กำไรนิดหน่อย)
- ราคามาตรฐาน (Recommended): ควรอยู่ที่ 4,500 – 5,500 บาท (เพื่อให้มีกำไรประมาณ 40% สำหรับไว้สำรองเป็นค่ารับประกันงาน หรือค่าแรงเวลาต้องกลับไปแก้งานฟรี)
- กรณีงานเล็กมาก: หากเป็นงานซ่อมเล็กๆ (เช่น เปลี่ยนหลอดไฟ 1 จุด) พี่ควรแจ้งลูกค้าเป็น “ค่าบริการเริ่มต้น (Minimum Charge)” เช่น 1,500 – 2,500 บาท เพื่อให้ครอบคลุมค่าเดินทางและค่าแรงครึ่งวันครับ
#ช่างไฟดอทคอม บริการงานซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้า ไฟฟ้ากำลัง งานออกแบบติดตั้ง ครบจบ
ขั้นตอนการใช้บริการ
แอดไลน์ > แจ้งปัญหา > รอราคา > ตกลงราคา > รับบริการ

