
1. การทนต่อรังสี UV และสภาพอากาศ (Weather Resistance)
สาย PV ถูกออกแบบมาเพื่อติดตั้งบนหลังคาหรือกลางแจ้งโดยเฉพาะ เปลือกนอก (Jacket) ทำจากวัสดุประเภท XLPO ซึ่งมีความทนทานต่อรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) และการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่รุนแรงได้ดีกว่าสายไฟทั่วไปมาก หากใช้สายไฟธรรมดา เปลือกจะกรอบและแตกภายในเวลาไม่กี่ปี ทำให้เกิดไฟรั่วได้ครับ
2. รองรับแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง (High DC Voltage)
ในระบบโซลาร์เซลล์ การต่อแผงแบบอนุกรม (String) เช่น การต่อ 20 แผงต่อหนึ่งสายตามตารางที่พี่ส่งมา จะทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ที่สูงมาก (อาจถึง 1,000V – 1,500V) สาย PV Type ถูกทดสอบมาให้ทนแรงดัน DC ระดับสูงนี้ได้อย่างปลอดภัย ในขณะที่สายไฟบ้านทั่วไปไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับกระแส DC ต่อเนื่องในระดับนี้
3. ทนความร้อนสูง (Temperature Tolerance)
บริเวณใต้แผงโซลาร์เซลล์บนหลังคามีความร้อนสะสมสูงมาก (อาจสูงถึง 80°C – 90°C) สาย PV Type สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพในอุณหภูมิที่สูงกว่าสายไฟปกติ โดยไม่เกิดการละลายหรือเสื่อมสภาพของฉนวน
4. การนำกระแสและการสูญเสียในระบบ (Efficiency)
สาย PV ส่วนใหญ่ผลิตจาก ทองแดงชุบดีบุก (Tinned Copper) เพื่อป้องกันการกัดกร่อนและการเกิดออกไซด์เมื่อต้องเจอความชื้นและอากาศภายนอก ช่วยให้การนำไฟฟ้าดีเยี่ยมในระยะยาว ลดการสูญเสียพลังงาน (Voltage Drop) ในระบบ
5. ความยืดหยุ่นและการติดตั้ง (Flexibility)
สาย PV มักเป็นสายฝอย (Flexible Wire) ทำให้โค้งงอได้ง่ายตามโครงสร้างของแผงหรือรางเดินสาย (Trunking) ช่วยลดความเครียดของสายในจุดเชื่อมต่อ (MC4 Connector)
การเลือกใช้สาย PV Type คือการลงทุนเพื่อ “ความปลอดภัย” และ “ความคุ้มค่า” ในระยะยาวครับ เพราะระบบโซลาร์เซลล์ถูกออกแบบมาให้ทำงานมากกว่า 20-25 ปี หากสายไฟเสียหายกลางคัน ค่ารื้อถอนและซ่อมบำรุงอาจสูงกว่าค่าสายไฟตั้งแต่แรกเสียอีก
#ช่างไฟดอทคอม บริการงานซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้า ไฟฟ้ากำลัง งานออกแบบติดตั้ง ครบจบ
ขั้นตอนการใช้บริการ
แอดไลน์ > แจ้งปัญหา > รอราคา > ตกลงราคา > รับบริการ

