
ท่อ RSC คือท่อเหล็กอาบสังกะสีประเภทหนาที่สุด (Heavy Wall) ที่ผลิตตามมาตรฐาน ANSI C80.1 และ UL6 ซึ่งมีความแตกต่างจากท่อ EMT (แบบบาง) และ IMC (แบบหนาปานกลาง) อย่างสิ้นเชิง ดังนี้ครับ:
1. คุณสมบัติเด่นตามมาตรฐานวิศวกรรม
- ความทนทานสูงสุด: ผลิตจากเหล็กกล้าคุณภาพสูงผ่านกระบวนการ Hot-Dip Galvanized ทั้งภายนอกและภายใน เพื่อป้องกันสนิมและการกัดกร่อน
- การต้านทานแรงกระแทก: สามารถทนต่อแรงกดทับและแรงกระแทกจากภายนอกได้ดีเยี่ยม เหมาะสำหรับการติดตั้งในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อความเสียหายเชิงกล
- การทำเกลียว: เนื่องจากเป็นท่อแบบหนา การเชื่อมต่อท่อจึงต้องใช้วิธีสต๊าฟเกลียว (Threading) ที่ปลายท่อเพื่อเข้าข้อต่อหรือตู้คอนโทรล
2. สถานที่ที่ต้องใช้ท่อ RSC
ตามแนวทางในหนังสือของ อ.ประสิทธิ์ พิทยพัฒน์ และมาตรฐาน วสท. มีการระบุพื้นที่ใช้งานเฉพาะสำหรับท่อ RSC ดังนี้:
- พื้นที่อันตราย (Hazardous Locations): เช่น โรงงานสารเคมี ปั๊มน้ำมัน หรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการระเบิด
- งานฝังดินโดยตรง (Direct Burial): หรือการฝังในคอนกรีตที่ต้องรับน้ำหนักมหาศาล
- งานภายนอกอาคารและงานทะเล: พื้นที่ที่ต้องเผชิญกับแสงแดด ฝน และความชื้นสะสมสูง
- ระบบไฟฟ้าแรงดันสูง: ใช้ร้อยสายเมนจากหม้อแปลงเข้าสู่ตู้ MDB เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
3. มุมมองเชิงธุรกิจ
ในการรับเหมางานที่ใช้ท่อ RSC คุณพี่ต้องพิจารณาปัจจัยเหล่านี้เพื่อรักษา Margin กำไร 15% ของบริษัทไว้
- ค่าแรงและเครื่องมือ: การเดินท่อ RSC ต้องใช้เครื่องดัดท่อ (Bender) ขนาดใหญ่และเครื่องสต๊าฟเกลียว ซึ่งต้องใช้ช่างที่มีทักษะมากกว่างานท่อ EMT ทั่วไป
- การประเมินราคา: เนื่องจากท่อ RSC มีราคาสูงที่สุดในบรรดาท่อเหล็ก แนะนำให้คุณพี่เช็คราคาตลาดล่าสุดและบวกค่าเผื่อความผันผวนของราคาเหล็กในใบเสนอราคาด้วยครับ
- ความปลอดภัยของทีมช่าง: เนื่องจากท่อมีน้ำหนักมาก การยกขึ้นที่สูงโดยไม่มีลิฟต์ควรมีการคิดค่าบริการเพิ่มเติมเป็นพิเศษตามที่คุยกันไว้ครับ
การใช้ท่อ RSC คือการลงทุนเพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในระยะยาว แม้ต้นทุนจะสูงกว่าแต่ก็แลกมาด้วยความไว้วางใจจากลูกค้าและการลดภาระงานซ่อมบำรุงในอนาคตครับ
#ช่างไฟดอทคอม บริการงานซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้า ไฟฟ้ากำลัง งานออกแบบติดตั้ง ครบจบ
ขั้นตอนการใช้บริการ
แอดไลน์ > แจ้งปัญหา > รอราคา > ตกลงราคา > รับบริการ

